วันที่ 14 กันยายน 2553 จำนวนผู้อ่าน 18151 คน
  ปรัชญากับการวางแผนชีวิต


          ในทางวิทยาศาสตร์หรืออีกนัยหนึ่งการอธิบายความหมายของชีวิตทางโลก ถือว่า ชีวิตคือกระบวนการ หรือความต่อเนื่องของกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะสร้างหรือก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นการกระทำของสื่อ ตามช่วงเวลาต่างๆ ผลที่เป็นการสืบเนื่องจากกระบวนการที่เกิดจากระยะเวลาสั้นๆ จะไม่นับว่าเป็นส่วนสำคัญในชีวิต เพราะจะส่งผลกระทบในช่วงเวลาสั้น แล้วก็จะผ่านไป ผลกระทบจากความต่อเนื่องของกิจกรรม ที่ดำเนินไปในช่วงเวลาต่างๆ จะเป็นส่วนที่เราเรียกว่า การขึ้นลงของชีวิต

          ในทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดเกี่ยวกับชีวิตในทางพุทธศาสนาจะถือว่า ชีวิตคือองค์รวมขององค์ประกอบทั้ง 5 เรียกว่า ขันธ์ 5 (Five Aggregates) ซึ่งได้แก่

 

          1. รูป (Corporeality) ได้แก่ส่วนประกอบฝ่าย รูปธรรม คือ ร่างกาย และพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกาย ของสสาร และพลังงานฝ่ายวัตถุ
          2. เวทนา (Feeling) ได้แก่ ความรู้สึก ทุกข์ หรือเฉยๆ ซึ่งเกิดจากสัมผัสทางประสาททั้ง 5 และใจ 
          3. สัญญา (Perception) ได้แก่ ความกำหนดได้ หรือหมายรู้โดยอาศัยทวารทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จนได้อารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐพพะ และธรรมารมณ์ (ความนึกคิด) 
          4. สังขาร (Mental Fovmation/ Volional Activitiea ) ได้แก่ องค์ประกอบหรือคุณสมบัติต่างๆ ของจิตที่เกิดขึ้นจากเจตนา ตัวอย่างของสังขาร เช่น ศรัทธา สติ หิริโอดตัปปะ เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา ฯลฯ
          5. วิญญาณ (Conscionsness) ได้แก่ ความรู้แจ้งอารมณ์ โดยอาศัย ทวารทั้ง 6 ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การรู้สัมผัสทางกาย และการรู้อารมณ์ทางใจ 
          (อ่านเพิ่มเติมประกอบ บทที่ 1 พุทธธรรม พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุดโต) 2546 – ชีวิตคืออะไร)


          ในทางพุทธศาสนา ถือว่า ส่วนประกอบทั้ง 5 จัดเป็น รูปขันธ์ และนามขันธ์ / รูปและนาม ซึ่ง รูป ถือว่า คือรูปส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ นาม จึงเห็นได้ว่าความหมายทางบาลี หรือ ทางพระพุทธศาสนาของคำเหล่านี้ ไม่มีความหมายอย่างที่กล่าวกันทั่วๆไปในภาษาไทย 
          โดยสรุปแล้ว ชีวิตจะดำรงอยู่ได้ ตราบเท่าที่ กระบวนการต่อเนื่องของกิจกรรมต่างๆ
ที่เกิดจากการกระทำของสื่อ คือ ร่างกาย และสิ่งแวดล้อมของร่างกาย หรือการทำงานขององค์รวมของส่วนประกอบ ทั้ง 5 หรือ ขันธ์ 5 (เบญจขันธ์) สิ้นสุดลง เรียกว่า ความตาย เมื่อร่างกายประกอบเข้ากับสิ่งแวดล้อม หรืออีกนัยหนึ่ง เกิดการรวมตัวของส่วนประกอบทั้ง 5 ที่เป็นรูปขันธ์ และ นามขันธ์ ชีวิตที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อชีวิตเกิดขึ้น สภาวะที่เป็นไปก็คือ การเปลี่ยนแปลงทั้งรูป และนาม และโดยอาศัยกาลเวลา ก็จะร่วงโรยไปในที่สุด หากจะเขียน ยังแสดงความเชื่อมโยงของโซ่แห่งชีวิต อาจจะได้ดังนี้

แก่นสารของชีวิต : เป้าหมายของชีวิต
          ในการดำรงชีวิตของชีวิต ตั้งแต่แรกเริ่มจนกระทั่งตั้ง ขันธ์ ของมนุษย์นั้น ความต้องการในการมีชีวิตที่ถือว่าเป็นปัจจัยร่วมของทุกคน ก็คือความสุข ถามว่าความสุขที่มนุษย์ต้องการนั้นคืออะไร ก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะตอบว่า ความสุขของมนุษย์ก็คือ ความยินดีทางกายที่ได้จากวัตถุ และความยินดีทางใจที่ได้จากวัตถุ
          ประเด็นคำตอบต่อไปอีกว่า วัตถุที่ทำให้เกิดความสุขทางกายและใจนั้นคืออะไร ก็จะเห็นได้ว่า วัตถุก็คือ สรรพสิ่งที่อยู่รอบกายของมนุษย์ มีทั้งวัตถุที่จับต้องได้ และ วัตถุที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งได้แก่ เทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดความสะดวกกายสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นจากทรัพยากรที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือทรัพยากรที่สร้างขึ้น ที่ก่อให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อความสะดวกกาย และสบายใจ 
          เมื่อเป้าหมายของชีวิตมนุษย์คือความสุข มนุษย์ก็จะพยายามแสวงหาความสุขมาให้ร่างกายและจิตใจ นับตั้งแต่ความสุขขั้นพื้นฐาน ซึ่งประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ที่เป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตดำรงอยู่ได้ และมนุษย์ก็พยายามพัฒนา แสวงหา จัดหา ให้ความสุขได้เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จากความสุขขั้นพื้นฐานที่เราเรียกว่า ปัจจัย 4 มนุษย์ก็จะพยายามทำให้ร่างกายได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้น ที่จะส่งผลกระทบต่อความสบายใจ ที่เป็นความสุนทรีย์ ความงาม การแสวงหาวัตถุที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข ยินดีโดยเฉพาะยินดีทางจิตใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มนุษย์ได้สร้างสรรค์เทคโนโลยี เครื่องมือที่บ่งบอกถึงความงาม ความแตกต่าง ความเป็นอัดลักษณ์ ความเป็นอยู่เหมือนผู้อื่น ถือว่าเป็นความสุขที่สุดของมนุษย์
          เมื่อความสุขเป็นเป้าหมายของชีวิต ประเด็นที่มนุษย์ที่จะต้องคิดค้นหาคำตอบให้กับตนเองก็คือ จะหาความสุขได้จากที่ไหน ได้อย่างไร และจะทำให้ความสุขอยู่กับตนเองนานที่สุด มากที่สุดได้อย่างไร ในทางพุทธศาสนาจะแบ่งความสุขออกเป็น 2 อย่างคือ 
          1. สามิสสุข คือ สุขอิงอามิส สุขอาศัยเยื่อหล่อ สุขจากวัตถุคือกามคุณ เรียกว่าเป็นสุข แบบ Sensual happiness 
          2. นิรามิสสุข คือ สุขไม่อิงอามิส สุขไม่ต้องอาศัยเหยื่อหล่อ สุขปลอดโปร่งเพราะใจสงบ หรือได้รู้แจ้งความเป็นจริง เรียกว่า เป็นสุข แบบ Spiritual happiness 
          ( องฺ คุตตรนิกาย ทุกนิปาต เล่ม 20 ข้อ 313 หน้า 101 )
          ซึ่งความสุขทั้ง 2 ประการนั้น มนุษย์ทุกคนก็อยากได้ครอบครองทั้ง 2 ประเภท ด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อได้ตั้งเป้าหมายชีวิตว่า จะต้องแสวงหาความสุขให้ได้ทั้งความสุขแบบสามิสสุข และทั้งความสุขแบบ นิรามิสสุข มนุษย์จึงต้องพยายามให้ได้วัตถุ และต้องพยายามสร้างตน เพื่อจะได้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสุข.
 หลักในการวางเป้าหมายในชีวิตให้มีความสุข ก็คือวางเป้าหมายว่าจะแสวงหาวัตถุ และการสร้างตนให้เป็นไปในทางที่ดี กล่าวคือ 
          1. การแสวงหาวัตถุที่จะก่อให้เกิดความสุข ควรจะเป็นการแสวงหาอย่างฉลาด อย่างชอบธรรม และอย่างสุจริต 
          2. เมื่อแสวงหาวัตถุที่ก่อให้เกิดความสุข ได้แล้ว ควรจะสะสมวัตถุ (ที่เรียกว่าทรัพย์) นั้น เพื่อไว้สำหรับเลี้ยงชีวิตของตน สำหรับเลี้ยงชีวิตของผู้อื่น และสำหรับการทำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งจะต้องอาศัยความ ความประหยัด ที่เรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง
          3. เมื่อได้สะสมวัตถุที่ก่อให้เกิดความสุขแล้ว ควรจะมีการแบ่งให้ผู้อื่น ให้ชีวิตอื่นไดมีโอกาส ใช้วัตถุนั้นก่อให้เกิดความสุขทั้งที่เรียกว่า ความเอื้ออาทรต่อกัน


          เมื่อมนุษย์ต้องการความสุข และได้กำหนดเป็นเป้าหมายสำคัญของการดำรงชีวิตอยู่ ประเด็นก็คือ จะทำอย่างไร จึงจะให้ความสุขนั้น ดำรงอยู่คู่กับตนได้นานที่สุด ทำอย่างไรจึงจะให้วัตถุที่แสวงหามา ทำให้ตนเองมีความสุขมากและนานที่สุด ทำอย่างไรจึงจะให้ความเบิกบานจากความแสวงหาวัตถุอยู่กับอยู่กับตนเองได้นานที่สุด มนุษย์จึงหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้ และการรู้จักวางแผนชีวิต ก็จะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด ในการได้คำตอบจากคำถามต่างๆ ข้ากัน
การวางแผนชีวิต จะประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 3 ขั้นตอนคือ
          1. ขั้นเตรียมการ คือการเตรียมตนเองให้พร้อมต่อการแสวงหาวัตถุ และพร้อมต่อการสะสมรักษาวัตถุที่จะก่อใก้เกิดความสุขทั้งกายและใจของตนเอง ซึ่งการเตรียมตนนั้น ก็จะหมายถึง การเติมเต็มความรู้ให้กับตนเอง การคบหรือการเรียนรู้จากแหล่งดีๆ ที่เราเรียกว่า กัลยาณมิตร อาจจะเป็นบุคคลที่เป็นปราชญ์ เป็นบุคคลที่รอบรู้ คนฉลาด หรืออาจจะเป็นหนังสือดีๆ สื่อดีๆ สภาวะแวดล้อมที่ดีๆ ได้ทั้งสิ้น ที่จะทำให้เราเองมีโอกาสตักตวงความรู้ ความฉลาดมาใส่ตัวเราเองให้มากที่สุด เรียกว่าเป็นขั้นปริยัติ (การเรียนรู้) ซึ่งตัวชี้วัดก็คือ ประกาศนียบัตร หลักฐานการจบการศึกษา ปริญญาบัตร ฯลฯ
          2. ขั้นปฏิบัติการ ซึ่งได้แก่ ขั้นตอนของการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้เตรียมการไว้อย่างดี แสวงหาวัตถุ (ทรัพย์) ได้อย่างชาญฉลาด ซึ่งจะพิสูจน์ได้จากความรู้สึกเป็นอิสระ มีความกล้าหาญ เบิกบาน ร่าเริง ต่อการได้วัตถุนั้นตลอดเวลา และสามารถแสดงออกมาได้ทั้งกายและวาจาได้ เรียกว่า เป็นขั้นตอนของการปฏิบัติ ที่มีตัวชี้วัดคือผลของการใช้วาจา และผลของการประพฤติ แสดงออก
          3. ขั้นการประเมินผล ซึ่งได้แก่ขั้นตอนของการเข้าใจ ความแจ่มแล้วต่อความแสวงหาวัตถุ ว่าเป็นความถูกต้อง ชอบธรรม และยุติธรรม สามารถตอบคำถามได้ว่า วัตถุที่ได้มานั้น วิเคราะห์สังเคราะห์ได้ว่า ผังความสุขมาให้ได้จริง และเป็นความสุขที่ได้จากการคิด การใช้เหตุผล มีความเข้าใจ แจ่มแจ้งว่าวัตถุที่ได้มานั้น สามารถสะสมและแบ่งปันให้ผู้อื่นในทางที่เป็นประโยชน์ได้อย่างแท้จริง เรียกว่าเป็นขั้นตอนของการเข้าใจเข้าถึง ที่เรียกว่าขั้นปฏิเวธ ในการวางแผนให้ขั้นตอนต่าง ๆ ในการสร้างความสุขให้เกิดขึ้น หลักในการสร้างกลไกแห่งความสุข คือจะสร้างความสุขได้อย่างไรนั้น ทั้งความสุขทางกาย และทางใจที่มนุษย์ต้องการ จะมีกลไกในการวางแผน โดยมีตัวเราเองเป็นตัวแปรสำคัญ กล่าวคือ มนุษย์จะต้องสร้างตนเองให้มีความคิดที่ถูกต้องต่อการแสวงหาความสุข ดังนี้
                    - สร้างความพอใจ ยินดีต่อภารกิจ พันธะ งานที่ได้มอบหมายมองทุกสิ่งให้เป็นไปได้ สิ่งที่เป็นปัญหาจะมีทางออก และแก้ไขได้เสมอ
                    - มีความอดทนมากมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค สร้างความคิดเชิงบวกให้เกิดขึ้นในใจ โดยคิดตลอดเวลาว่า ศัตรู คือ กำลังใจ อุปสรรค คือ อาจารย์ ที่มีบุญคุณต่อเรา ให้เรายืนหยัดอยู่ได้เพื่อเอาชนะ
                    - สร้างความมีจิตแน่วแน่ เป็นหนึ่ง มีการวางแผนในการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ถูกต้อง และชอบธรรม เป็นการวางแผนที่สามารถปฏิบัติได้
                    - สร้างนิสัยของการเป็นผู้รู้จัก ไตร่ตรอง ทดลอง ทดสอบ วัตถุและความลำเอียง จนสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในตนให้ได้
          โดยสรุปแล้ว กลไกในการสร้างความสุขของมนุษย์นั้น ก็คือ การสร้างตัวมนุษย์เอง ให้คิด พูด และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดังนั้นในการสร้างตัวมนุษย์ ก็จะเริ่มต้นด้วย การสร้างกายให้พร้อม และสิ่งที่ตามมาก็คือ ความพร้อมในจิตใจ หลักในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดกลไกแห่งความสุขให้เกิดขึ้น มนุษย์ควรจะ
          1. แสวงหาความรู้ที่จะก่อให้เกิดการ พัฒนาไปสู่ปัญญา โดยการอ่าน ฟัง เขียนสิ่งที่ดีมีประโยชน์
          2. ฝึกตนเองให้มีคุณภาพ แข็งแรง โดย
                    2.1 ออกกำลังกาย
                    2.2 กินอาหารที่ดีมีประโยชน์
                    2.3 สร้างวินัยให้กับตนเอง โดยการปฏิบัติงานสม่ำเสมอเป็นนิสัย
                    2.4 รักษ์สุขภาพ ด้วยการป้องกันมากกว่าการรักษาพยาบาล

ความสำเร็จแห่งชีวิต
          การที่มนุษย์ได้บรรลุถึงความสุข ไม่ว่าจะเป็นสุขจากการได้วัตถุคือสุขกาย หรือสุขจากการไม่ได้วัตถุ คือสุขใจ ถือว่าเป็นความสำเร็จทั้งหมดของชีวิต ชีวิตของความสุขที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ ก็คือทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง เกียรติยศ ความเชื่อมั่นในคน ความกล้าหาญ ความดีงามแห่งจิตใจ ความยินดีเบิกบานใจ จิตใจ ตลอดเวลา เหล่านี้ถือว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จของชีวิต


          ในการวางแผนเพื่อให้เกิดความสำเร็จในชีวิตนั้น เราอาจจะใช้เทคนิคทั้ง 8 ที่ได้เสมอมาข้างล่างนี้ นำไปไตร่ตรองและคิดและปฏิบัติตาม อาจจะทำให้เราสามารถสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นในชีวิตได้ คือ 
          1. สร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์
          2. เคารพตนเอง
          3. ยึดมั่นต่อเป้าหมายที่กำหนด
          4. ไม่ย่นย่อต่อข้อจำกัดภายนอก
          5. ขจัดการผัดวันประกันพรุ่ง
          6. สร้างความกระตือรือร้น
          7. มีการตัดสินใจ
          8. ทำแผนปฏิบัติงาน


          1. เป้าหมายชีวิตของท่าน คืออะไร
          2. ท่านคิดว่าอะไรคือความสุขในชีวิตของท่าน ทำไมจึงคิดเช่นนั้น
          3. ท่านเคยวางแผนในชีวิตท่านไหม ว่า ที่จะทำ พูด อะไร สักอย่างที่ทำให้มีความสุข ท่านได้กำหนด ได้ว่าจะต้องทำอะไรบ้างหรือเปล่า ทำไมต้องทำเช่นนั้น
          4. ท่านมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไร ที่จะทำให้ตนเองมีความสำเร็จในชีวิต

          กรุณา post คำตอบไปที่ Web Site ของ nu.ac.th โดย click ไปที่ นเรศวรวิชาการ http://www.academic.nu.ac.th ถ้าคำตอบเป็นความยาวขนาดบทความ ท่านจะได้รางวัลและความยินดีบทความละ 100 บาท ขอให้ใส่ชื่อและที่อยู่ให้ชัดเจนด้วย

ขอให้โชคดีในการสอบทุกคน

บรรณาธิการ : Webmaster
[แสดงความคิดเห็น] [จำนวนความคิดเห็น 212 ข้อความ]
 
 
Online จำนวน : 1 คน
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
 
สงวนลิขสิทธิ์ © ตามกฎหมาย, พัฒนาโดย สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร