วันที่ 08 เมษายน 2553 จำนวนผู้อ่าน 7400 คน
  ข้อเสนอโครงการที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

ข้อเสนอโครงการที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
Good Research Proposal : Half Way to Go

บทคัดย่อ : (Abstract)

          การวิจัย คือ การศึกษาค้นคว้าหาคำตอบด้วยองค์ความรู้ทางวิชาการที่เป็นวิทยาศาสตร์ โดยมุ่งหวังให้การศึกษาค้นคว้านั้นได้ผลผลิต (product) ของการศึกษาที่เป็นรูปแบบได้ผลลัพธ์ (outcome) ที่เอื้อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ที่ส่งผลถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้น ๆ ผลผลิตของการวิจัยอาจจะออกมาในรูปของทฤษฎีหรือแนวคิดใหม่ หรือจะออกมาในรูปของสิ่งประดิษฐ์ก็ได้ ซึ่งการที่จะได้ผลผลิตดังกล่าว นักวิจัยหรือนักประดิษฐ์ก็คงจะต้องให้ความสำคัญต่อการชี้แสดงปัญหาที่จะต้องแก้ไขให้ได้ผลผลิตที่เป็นรูปธรรมนั้น ๆ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงสอดคล้องกับที่มาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้าสมมุติฐานที่กำหนด การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ระเบียบวิธีวิจัยและการดำเนินการ ผลที่คาดว่าจะได้รับจาการศึกษาค้นคว้า ตลอดจนงบประมาณและระยะเวลาที่จะต้องดำเนินการ ทั้งหมดนี้ จะทำให้การวิจัยหรือการศึกษาค้นคว้านั้นสำเร็จไปแล้วอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

1. ความนำ
          ในการนำเสนอโครงการวิจัย ซึ่งเป็นการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบให้กับปัญหาหรือโจทย์เรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น นักวิจัยหรือผู้วิจัยควรจะมีการเตรียมตัวในการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ เกี่ยวกับองค์ประกอบต่าง ๆ ของการจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยในด้านต่าง ๆ คือ
          1.1 การเลือกชื่อเรื่อง
          1.2 ทักษะการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียน
          1.3 การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการวิจัย

          ทั้งนี้เนื่องจากว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของการจัดทำข้อเสนอโครงการก็คือ ทำอย่างไรจึงจะให้ผู้อ่านได้ซึมซับว่า โครงการของผู้วิจัยมีคุณค่าและตัวผู้วิจัยเองมีความสามารถ และมีการวางแผนในการทำวิจัยที่ชัดเจนเหมาะสม ซึ่งส่งผลให้ข้อเสนอโครงการได้รับการพิจารณาสนับสนุนให้ดำเนินการได้ ดังนั้น ไม่ว่าข้อเสนอโครงการจะเกี่ยวข้องกับความรู้สาขาใด ข้อเสนอโครงการที่ดีจะต้องครอบคลุมเนื้อหา ที่เป็นคำตอบของคำถาม 3 คำถาม คือ 1) ต้องการจะทำวิจัยหรือศึกษาค้นคว้าเรื่องอะไร 2) ทำไมถึงจะต้องทำวิจัยเรื่องนั้น และจะทำการวิจัยหรือจะศึกษาค้นคว้าเรื่องอะไร
3) ทำไมถึงจะต้องทำวิจัยเรื่องนั้น และจะทำการวิจัยหรือจะศึกษาค้นความอย่างไร
          ในการตอบคำถามแรก คือ ผู้วิจัยต้องการจะทำวิจัยเรื่องอะไรจะเกี่ยวข้องกับความรู้ความสามารถของผู้วิจัยในการเลือกชื่อเรื่อง สำหรับคำถามข้อที่ 2 ว่าทำไมถึงจะต้องทำวิจัยเรื่องนั้น จะเกี่ยวข้องกับการสร้างทักษะการใช้ภาษาโดยเฉพาะภาษาเขียน เพราะถ้าหากเขียนตอบคำถามไม่ดีแล้ว จะทำให้ข้อเสนอโครงการนั้นมีความอ่อนด้วยคุณภาพ และจะส่งผลให้ข้อเสนอนั้นไม่ได้รับการพิจารณา หรือถูกปฏิเสธการสนับสนุนได้ ส่วนคำตอบของคำถามข้อ 3 คือจะทำการวิจัยหรือจะศึกษาค้นคว้าอย่างไร หรือจะเกี่ยวข้องกับการสร้างองค์ความรู้ เกี่ยวกับการวิจัยในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้การวิจัยนั้นสำเร็จผลลุล่วงไปได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

2. การเลือกชื่อเรื่อง
          ในการเสนอโครงการวิจัยเพื่อให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากแหล่งทุนที่ขอส่วนที่สำคัญที่สุด คือ ชื่อเรื่อง หรือหัวข้อที่จะทำวิจัย ชื่อเรื่องที่เลือกมาดีจะส่งผลให้สามารถกำหนดวัตถุประสงค์ เชื่อมโยงกับการตั้งสมมุติฐาน ระเบียบวิธีวิจัย ผลผลิตและผลลัพธ์ของการวิจัย ได้อย่างสอดคล้องกับที่สำคัญที่สุดก็คือ ชื่อเรื่อง หรือหัวข้อที่จะทำวิจัยจะบอกให้รู้ว่า การวิจัยชิ้นนั้น จะทำได้หรือไม่ได้
          การเลือกชื่อเรื่องหรือการกำหนดหัวข้อ จะต้องเป็นการเลือกปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมที่จำเป็นต้องหาทางแก้ไขเป็นโจทย์ที่จะต้องนำมาขบคิด และสร้างทางออกที่อยู่บนพื้นฐานของการสืบค้นข้อมูลทางวิชาการที่อิงเหตุและผล โดยทั่วไปการเลือกชื่อเรื่อง หรือการกำหนดหัวข้อวิจัย จะมีลักษณะต่าง ๆ โดยรวมดังนี้
          2.1 เป็นชื่อเรื่องที่ทันต่อเหตุการณ์ กล่าวคือ เป็นการกำหนดโจทย์วิจัยที่เป็นปัญหาสังคมที่ส่งผลกระทบต่อคนกลุ่มใหญ่ ที่ต้องการหาทางออกและการแก้ไขกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นปัญหาที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจที่จะหาทางออกด้วยกัน
          2.2 มีความแตกต่าง หมายความว่า เป็นการเลือกชื่อเรื่องที่นักวิจัยได้มีการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นมาพอสมควร เพื่อที่ว่าการเลือกชื่อเรื่องที่จะมาทำวิจัยนั้น จะไม่มีความซ้ำซ้อนกับงานที่เคยมีคนทำมาแล้ว หรือแม้ว่าจะเป็นการซ้ำซ้อนแต่มีความแตกต่างในประเด็นของการวิจัย เช่น การกำหนดวัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ ทฤษฎีที่ใช้ผลที่คาดว่าจะได้รับลักษณะที่แตกต่างออกไปจากที่เคยมีมา
          2.3 มีความแปลกใหม่ หมายความว่า การเลือกชื่อเรื่องที่จะมาทำวิจัยนั้น เป็นการเลือกโจทย์ที่จะหาทางออกที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน เช่น ชื่อเรื่องที่ส่งผลให้ได้ผลลัพธ์เป็นนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่ผู้อ่านมีความพอใจเป็นส่วนใหญ่เป็นต้น
          2.4 เป็นความสนใจของผู้วิจัย กล่าวคือ การเลือกชื่อเรื่องมีความเกี่ยวโยงกับผู้วิจัยในลักษณะที่ว่าหากการเลือกชื่อที่ไม่อยู่ในความสนใจ หรือความถนัดในสาขาวิชาของผู้วิจัยแล้ว จะทำให้การวิจัยดำเนินไปอย่างขาดความกระตือรือร้นหรือขาดตอนได้ เช่น การเลือกชื่อเรื่องเกิดขึ้น เนื่องจากถูกสั่งให้ทำเป็นเงื่อนไขจากตัวแปรภายนอก หรือรับทำเนื่องจากเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เกิดจากจิตวิญญาณในการทำของผู้วิจัย เป็นต้น
          2.5 เป็นเรื่องที่สามารถจะทำการศึกษาค้นคว้าได้ โดยการที่มีเอกสารหรือการเก็บข้อมูลที่มีความเป็นไปได้ และเพียงพอต่อการนำมาศึกษาวิเคราะห์และอ้างอิง หรือมีวัสดุอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการวิจัยทำให้สามารถสร้างผลผลิตที่ออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เป็นที่พอใจ

สำหรับขั้นตอนของการเลือก ชื่อเรื่อง ผู้วิจัยอาจดำเนินการได้ดังนี้
          1. เลือกชื่อเรื่องที่ไม่กว้างหรือแคบจนเกินไป จนทำให้ไม่สามารถวิจัยได้ เช่น
ดังชื่อเรื่องว่า พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นชื่อเรื่องที่กว้างเกินไป เพราะพลังงานทดแทนมีหลายประเภท หลายชนิด เป็นต้น ผู้วิจัยควรจะกำหนดให้แคบลงเพื่อสะดวกต่อการกำหนดวัตถุประสงค์ และระเบียบวิธีวิจัยได้ดี
          2. รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชื่อเรื่องให้เพียงพอจากการศึกษาเบื้องต้น เพื่อที่จะได้ส่งผลให้สามารถกำหนดทิศทางความสำคัญของโจทย์หรือปัญหาได้จริง
          3. ศึกษาข้อมูลที่จะนำมาช่วยในการกำหนดชื่อเรื่อง โดยสรุปย่อเป็นประเด็นและเลือกข้อความที่ตรงประเด็นกับชื่อเรื่องไว้ก่อนที่จะกำหนดชื่อเรื่อง
          4. ตั้งคำถามเป็นประเด็นต่าง ๆ ที่สามารถจะตอบเพื่อจะเลือกชื่อเรื่องให้ได้

3. ทักษะการใช้ภาษาและภาษาเขียน
          ผู้วิจัยมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึงโครงสร้างความถูกต้องของระเบียบถ้อยคำ ความแตกต่างในด้านการสร้าง และการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียนให้ดีก่อนลงทำข้อเสนอโครงการ สำหรับการเพิ่มพูนทักษาการใช้ภาษาพูดนั้น จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้วิจัยในการนำเสนอโครงการ และการรายงานผลการวิจัยโครงการ ที่อยู่ในรูปของการนำเสนอปากเปล่า (oral presentation) ส่วนการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้องทั้งรูปแบบและวิธีการ จะเป็นประโยชน์ต่อการเขียนรายงานการวิจัย ที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของข้อเสนอได้อย่างชัดเจน
          นอกจากรูปแบบและโครงสร้างของการใช้ภาษา ที่ผู้วิจัยจะต้องฝึกฝนก่อนลงมือทำข้อเสนอโครงการแล้ว เนื้อหาสำหรับการใช้ในภาษาพูดและภาษาเขียนก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะเนื้อหาที่ใช้พูดหรือเขียนจะเป็นการสะท้อนความคิดของผู้วิจัยว่า มีการเรียบเรียงเป็นลำดับขั้นตอนหรือไม่ ดังนั้น ในการพูดหรือการเขียนแต่ละความคิดที่ปรากฏในข้อเสนอจะต้องมีความต่อเนื่องและเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน ตัวอย่างเช่นการพูดหรือการเขียนบททบทวน วรรณกรรม บทวิเคราะห์ บทอภิปรายและบทสรุป และข้อเสนอแนะของงานวิจัย รวมทั้งการนำเสนอบทคัดย่อเป็นต้น

4. การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการวิจัย
          เพื่อที่จะให้ข้อเสนอโครงการวิจัยได้รับการพิจารณาและยอมรับ รวมทั้งการพิจารณาให้การสนับสนุนจากแหล่งทุนวิจัย สิ่งที่ผู้วิจัยจะต้องเตรียมเป็นอย่างดีก็คือ องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการวิจัย ซึ่งอาจจะประกอบด้วยหลักสำคัญดังนี้
          4.1 องค์ความรู้เกี่ยวกับประเภทของการวิจัยที่ผู้วิจัยจะเลือกนำมาใช้ให้เหมาะสมกับชื่อเรื่องที่กำหนดไว้ ซึ่งประเภทของการวิจัยจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย ว่าต้องการให้ได้ผลออกมาเป็นอย่างไร เช่น การวิจัยเชิงสำรวจจะเหมาะสมกับชื่อเรื่องที่ศึกษา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ การวิจัยเชิงทดลองจะเหมาะสมกับชื่อเรื่องที่ต้องการให้ได้ความถูกต้องแม่นยำของแนวคิด ทฤษฎี ที่เลือกมาใช้ หรือการวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนาจะเหมาะสมกับชื่อเรื่องที่ต้องการทดสอบกับแนวคิดรูปแบบที่สร้างขึ้นว่ามีความเป็นไปได้ หรือนำไปใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด เป็นต้น
          4.2 องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการเก็บข้อมูล ซึ่งเมื่อผู้วิจัยได้เลือกรูปแบบของการวิจัยแล้วการเก็บข้อมูลและประเภทของข้อมูลจะเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งการกำหนดตัวแปรที่จะนำมาศึกษาที่จะต้องสอดคล้องและเหมาะสมกับรูปแบบของการวิจัยที่เลือกใช้ เช่น การเก็บข้อมูล ข้อมูลของการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ จะมีความแตกต่างกัน หรือการวิจัยเชิงสำรวจและการทดลองจะมีความแตกต่างกัน เป็นต้น
          4.3 องค์ความรู้เกี่ยวกับระเบียบวิธีวิจัย เช่น ความรู้เกี่ยวกับค่าสถิติที่จะนำมาใช้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบต่าง ๆ ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับการนำเสนอผลการวิเคราะห์และอภิปรายผลการวิเคราะห์ ซึ่งแสดงทั้งในรูปปากเปล่า และในรูปของการเขียน

5. การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย
          โดยปกติโครงการวิจัยที่ถือว่ามีคุณภาพสูงก็คือ การวิจัยที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ออกมาในรูปของผลงานประดิษฐ์ หรือนวัตกรรม (innovation) ซึ่งเป็นการสะท้อนความคิดเชิงสร้างสรรค์ของผู้วิจัยที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยที่ดี จึงจะต้องเป็นการเรียบเรียงความคิดที่เป็นระเบียบและเชื่อมโยง ซึ่งอาจจะประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ คือ
          5.1 ชื่อเรื่อง ที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ที่นิยมนำเสนอชื่อเรื่องกันมาก คือการนำเสนอในรูปของประโยคบอกเล่า ที่ประกอบด้วยคำสำคัญ (key words) ที่นำไปสู่การกำหนดหัวข้ออื่นต่อ ๆ มาได้
          5.2 ที่มาและความสำคัญของปัญหา/โจทย์วิจัย โดยปกติจะมีความยาวไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ ขนาด A4 มีเนื้อหาครอบคลุมการอธิบายถึงความสำคัญของเรื่องว่ามีคุณค่าในการศึกษาเพียงใด เป็นปัญหา/โจทย์ที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อสังคมหรือคนส่วนใหญ่ในประเด็นใด และเมื่อค้นคว้าหาทางแก้ไขแล้วจะช่วยให้คุณภาชี้วัดของคนในส่งคมดีขึ้นได้อย่างไร
          5.3 วัตถุประสงค์ของการวิจัยที่สอดคล้องกับชื่อเรื่องและที่มีของปัญหา
          5.4 ระเบียบวิธีการวิจัย ซึ่งจะครอบคลุมถึงการอธิบายถึงวิธี/ทฤษฎี ที่นำมาใช้ในการวิจัย หรือวิธีการดำเนินการที่แสดงให้มีความเหมาะสมกับสิ่งที่นำเสนอมากน้อยเพียงใด ในส่วนนี้อาจจะมีการอธิบายถึงแนวโน้มของผลลัพธ์ของการวิจัย ศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัยกลุ่มตัวอย่าง และตัวแปรที่กำหนดการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับคำสำคัญที่ปรากฏอยู่ในชื่อเรื่องการวิจัย รวมทั้งขั้นตอนของการเสนอวิธีทำอย่างย่อ ฯลฯ
          5.5 ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัยที่ผู้วิจัยคาดหวังว่าจะเกิดขึ้น หลังจากการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
          ในการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยนั้น การกำหนดหัวข้อจะขึ้นอยู่กับรูปแบบที่กำหนดโดยองค์กร หรือแหล่งทุนการวิจัย บางสถาบัน/องค์กร อาจจะกำหนดให้หัวข้อต่าง ๆ แยกเสมอเป็นบท ๆ บางองค์กรอาจจะกำหนดให้หัวข้อต่าง ๆ อยู่ด้วยกัน แต่ถึงแม้จะกำหนดอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม เนื้อหาที่ปรากฏในรูปแบบของข้อเสนอโครงการจะครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

6. การนำเสนอผลงาน
          ในการวิจัยซึ่งหลังจากหลังที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว การนำเสนอผลงานอาจจะอยู่ในรูปของการนำเสนอปากเปล่า หรือการนำเสนอในรูปของการเขียนก็ได้ ประเด็นต่าง ๆที่จะปรากฏอยู่ในการนำเสนอผล ที่นับว่าเป็นประเด็นสำคัญจะประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ คือ
          6.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งจะเป็นการอธิบายถึงการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ ผลการวิเคราะห์จะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความละเอียด และความชัดเจนของข้อมูลที่รวบรวม
โดยปกติการวิเคราะห์ข้อมูลจะอธิบายในรูปของรูปภาพ แผนภูมิ ตาราง กราฟ ฯลฯ ที่ประกอบด้วยคำอธิบายแต่ละภาพที่ปรากฏ สิ่งที่ผู้วิจัยควรจะคำนึงก็คือ ผลการวิเคราะห์ไม่ควรจะมีแต่ภาพที่ปราศจากคำอธิบายเพราะจะสื่ออะไรให้ผู้อ่านเข้าใจมากนัก นอกจากนี้ การเสนอผลงานวิจัยจะต้องแสดงถึงความคิดที่ต่อเนื่องเชื่อมโยง โดยที่ข้อความที่เขียนจะเป็นการเรียบเรียงความที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกัน ในกรณีที่เขียนเป็นย่อหน้า แต่ละย่อหน้าจะเป็นการอภิปรายถึง 1 ความคิด
          6.2 การอภิปรายผล จะเป็นส่วนที่ผู้วิจัยจะต้องเชื่อมโยงกับการศึกษาค้นคว้าที่ดำเนินการมาก่อน ซึ่งส่วนใหญ่จะปรากฏอยู่ในรูปของการทบทวนวรรณกรรม เมื่อเป็นการนำเสนอผลงานที่ไม่มีความซ้ำซ้อน มีความแตกต่าง ซึ่งถ้าหากเป็นไปได้ จะสะท้อนถึงผลงานวิจัยที่เป็นความคิดใหม่ ที่ได้จากการวิจัยของผู้วิจัย การอภิปรายผลจะต้องตอบสนองการตอบคำถาม และการอธิบาย คือ วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้แต่ละข้อ สิ่งที่ผู้วิจัยจะต้องคำนึงก็คือ การอภิปรายผลจะไม่ซ้ำกับผลการวิเคราะห์ข้อมูล แต่จะเป็นการอธิบายหรือเรียบเรียงความคิดที่แสดงให้เห็นว่า การวิจัยเรื่องนี้มีผลผลิต หรือผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ หรือมีการประยุกต์นำไปใช้กว้างขวาง สนองตอบความต้องการของสังคม รักษาและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม อย่างไรบ้าง ตลอดจนได้นวัตกรรมอะไรจากการวิจัย และจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
          6.3 บทสรุป สำหรับการนำเสนอผลงานวิจัยที่ดี จะมีส่วนของบทสรุปที่สำคัญ 2 ส่วน ด้วยกัน คือ
                    1) บทสรุป ที่เป็นการอธิบายถึงการบรรลุวัตถุประสงค์ในแต่ละข้ออย่างไร ซึ่งจะไม่ใช่เป็นการสรุปเนื้อความที่ปรากฏในข้อต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ในบทนำหรือระเบียบวิธีวิจัย แต่จะเป็นการนำเสนอผลของการวิเคราะห์ในประเด็นต่าง ๆ ที่แสดงถึงการบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด อย่างไร ในบางครั้งเรียกบทสรุปสำหรับผู้บริหาร (Executive Summary)
                    2) บทสรุปที่เป็นบทคัดย่อ (abstract) ซึ่งโดยปกติจะเขียนเรียบเรียงเพียง 1 ย่อหน้า ด้วยความเรียงกะทัดรัด ที่เน้นถึงวัตถุประสงค์ของการศึกษา วิธีการที่ใช้ ตลอดจนผลการศึกษาที่ตรงกับบทวิเคราะห์ข้อมูล แต่จะไม่ใช่เป็นการเขียนสรุปส่งภาพ หรือตารางที่มีในบทที่ว่าด้วยผลการวิเคราะห์ข้อมูล

          จากความสำคัญของการสำเสนอผลงานวิจัย จะเห็นได้ว่า ข้อความที่ปรากฏอยู่ในข้อเสนอโครงการวิจัย และส่วนที่นำเสนอผลงาน จะนำเข้ามาผนวกด้วยกัน เรียกว่ารายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ ส่วนการเรียบเรียงหัวข้อ หรือประเด็นต่าง ๆ ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่แต่ละองค์กร/หน่วยงาน กำหนดขึ้น

บรรณาธิการ : Webmaster
[แสดงความคิดเห็น] [จำนวนความคิดเห็น 0 ข้อความ]
 
 
Online จำนวน : 1 คน
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
 
สงวนลิขสิทธิ์ © ตามกฎหมาย, พัฒนาโดย สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร