วันที่ 02 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวนผู้อ่าน 19594 คน
  ปรัชญากับการวางแผนชีวิต

ปรัชญากับการวางแผนชีวิต
กาญจนา เงารังษี

บทนำ
          มีคำ 2 คำที่จะต้องทำความเข้าใจร่วมกันในแง่ของความหมาย และคุณลักษณะของคำที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการวางแผนชีวิต คือคำว่า ปรัชญา และคำว่า ชีวิต
          คำว่าปรัชญา มีผู้ให้นิยามความหมายไว้หลากหลายแตกต่างกันออกไป ในบทความเรื่อง “ปรัชญาคืออะไร”ของปรีดี พนมยงค์ (http://www.poidiinstitute.com/) ได้อธิบายไว้ว่า ปรัชญา เป็นคำสันสกฤต ตรงกับคำบาลี “ปัญญา” แปลว่า ความรู้แจ้ง ความรอบรู้ความสุขุม ความฉลาด ต่อมาในระบบการศึกษา ได้มีการนำเอาคำว่า ปรัชญามาใช้ในความหมายเทียบกับภาษาอังกฤษว่า philosophy และได้มีการกำหนดนิยามความหมายไว้ในพจนานุกรมราชบัณฑิตสถานว่า “วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และความจริง”
          ใน Wikipedia, the free encyclopedia ได้อธิบายความหมายของ philosophy ไว้ว่า เป็นการศึกษาถึงปัญหาพื้นฐานทั่วไปของสิ่งต่างๆ ได้แก่ ปรากฎการณ์, องค์ความรู้ในสาขาวิชา, ความจริง, ความงาม,กฎหมาย, ความยุติธรรม, ความกระจ่างแจ้ง, จิตใจและภาษา Philosophy จะแยกออกจากวิธีการอธิบายปัญหาด้วยแบบอื่นๆ (เช่น เวทย์มนต์ หรือนิยายปรำปรา) แต่จะเป็นการใช้วิธีเชิงวิพากษ์ เป็นระบบ และยึดเอาเหตุผล คำว่า Philosophy มาจากภาษากรีก ว่า philosophia ซึ่งแปลว่า love (philo) of wisdom (sophia) หรือ “รักที่จะรู้” ความรักในความรู้
          ส่วนความหมายของ Philosophy ใน พจนานุกรม Webster ได้อธิบายความหมายของคำนี้ว่าเป็นคำที่ใช้ในอังกฤษสมัยกลาง (Middle English) ว่า Philosophies ภาษาลาตินเรียกว่า philosophia ภาษากรีกและฝรั่งเศสเรียกว่า philosophos ซึ่งหมายถึง การติดตามปัญญา (pursuit of wisdom) อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง “การแสวงหาความจริงโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ แทนการสังเกตข้อเท็จจริง,การวิเคราะห์พื้นฐานและแนวคิดที่แสดงออกถึงความเชื่อพื้นฐาน (ได้แก่ วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์แบบเดิม,จริยธรรม ซึ่งรวมทุกอย่างยกเว้นคำสั่งสอนเชิงเทคนิคและศิลปปฏิบัติ), วิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ ยกเว้น การแพทย์ กฎหมาย และเทววิทยา, สาขาวิชา ที่ประกอบด้วยตรรถะ, สุนทรียศาสตร์, จริยธรรม, อภิปรัชญาและสมุติฐานขอบเขตและลักษณะของความรู้ (epistemology)
          โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่า ปรัชญาในสมัยปัจจุบันจะหมายถึงวิชาที่ว่าด้วยหลักหรือการแสวงหา ความรู้และความจริง
 สำหรับคำว่าชีวิต จากหนังสือพุทธธรรมของพระธรรมปิฏก ป.อ.ปยุตฺโต (พระพรหมคุณากรณ์) ได้อธิบายความหมาย คำว่าชีวิต ไว้ดังนี้คือ
          1. ในความหมายที่ 1. ชีวิตคือ การทำงานของทั้ง 2 ภาคได้แก่
                    1.1 ภาครับรู้และเสพเสวยโลก โดยอาศัยทวารของการรับรู้ (sense doors) ทั้ง 6 คือ ตา หู
จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับรับรู้และเสพเสวยโลก ซึ่งปรากฏแก่มนุษย์โดยลักษณะและอาการต่างๆ ที่เรียกว่า อารมณ์ 6 ซึ่ง พระธรรมปิฏก ได้อธิบายว่าหมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์
                    1.2 ภาคแสดงออกหรือการกระทำต่อโลก โดยอาศัยทวารของกระทำ (channels of action)
ทั้ง 3 คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ กระทำต่อโลกที่แสดงออกมาในรูปของการทำ การพูดและการคิด ที่พระคุณเจ้า เรียกว่า กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
          2. ในความหมายที่ 2 ชีวิตคือส่วนประกอบของขันธ์ (กอง) ทั้ง 5 (The Five Aggregates) เรียกว่า
เบญจขันธ์ ได้แก่ รูปขันธ์ (Cor-poreality) ความรู้สึกหรือเวทนาขันธ์ (feeling/sensation) การรับรู้
หรือสัญญาขันธ์ (perception) การปรุงแต่งของจิตหรือสังขารขันธ์ (mental formation/visional activities)
ที่เป็นไปในทางบวกหรือลบ และความรู้แจ้งในอารมณ์ - ทางทวารทั้ง 6 หรือที่เรียกว่า - วิญญาณขันธ์ (consciousness)
จากความหมายของ “ปรัชญา” และ “ชีวิต” ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น จะเห็นได้ว่า ปรัชญา
ชีวิต จะหมายถึงหลักคิดหรือแนวทางในการดำเนินชิวิตเพื่อให้ได้คำตอบที่ก่อให้เกิดความสงบสุข และประสบผลสำเร็จในชีวิต

เป้าหมายของชีวิต : ความสุขสูงสุด
          ลักษณะพิเศษ 2 ประการ ที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตอื่น ก็คือมนุษย์เป็นสัตว์สังคม (social animals) และมนุษย์มีความคิดที่มีพัฒนาการและแสดงออกได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นั้นก็หมายความว่า มนุษย์จะต้องมีชีวิตอยู่กับผู้อื่นไม่สามารถจะอยู่ตามลำพังได้ มนุษย์จึงมีสังคม มีกลุ่มของตน และมนุษย์จะมีการแสดงออกของความคิดที่เป็นการพัฒนาการและมีจินตนาการไม่จำกัด ทำให้มนุษย์มีความสามารถในการผลิต ประดิษฐ์ ออกแบบ สร้างสรรค์ ประยุกต์ ดัดแปลงสิ่งแวดล้อม หรือนำมาใช้ประโยชน์ให้ดำรงชิวิตอยู่ได้อย่างดีได้
          อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มนุษย์จะไม่สามารถอยู่ตามลำพัง และจะต้องอาศัยและมีชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งอื่นจนทำให้มนุษย์มีความเกี่ยวพันกับสิ่งแวดล้อมทั้งที่มีชิวิตและไม่มีชิวิตอย่าลึกซึ้งนั้น แต่มนุษย์ก็มีความแตกต่างหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ซึ่งมีผลต่อการคิดและการแสดงออกของมนุษย์ การที่จะถกเถียงถึงเรื่องเป้าหมายชีวิต จึงอาจแตกต่างกันไปตามปัจเจกบุคคล สิ่งที่เป็นความคิดรวม ก็อาจจะเป็น เป้าหมายของชีวิต ที่มนุษย์ทุกคนจะมีเป้าหมายในการดำรงชีวิต เหมือนกัน คือ ความสุขสูงสุด ของแต่ละบุคคล และเมื่อมนุษย์อยู่รวมกันในสังคม เป้าหมายของสังคมที่ดีที่สุด ก็คือ สังคมที่ประชาชนมีความสุขที่สุด
          เนื่องจากมนุษย์มีความแตกต่างดังนั้นเป้าหมายของชีวิตของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป ความสุขสูงสุดของแต่ละคน ก็อาจจะมีรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพหรือภูมิหลังของแต่ละบุคคล และสภาพภูมิหลังของสังคมที่อยู่รอบๆ ตัวบุคคลผู้นั้น ตัวอย่างเช่น อริสโตเติล นักปรัชญาของกรีก ได้อธิบายว่า เป้าหมายของชีวิต คือ Eudemonia คือ ความสุขที่เกิดจาก การประพฤติชอบ การไตร่ตรองในเชิงปรัชญาในขณะที่องค์ทาไลลามะ ได้อธิบายว่าเป้าหมายของชีวิตคือความสุขและการหลีกเลี่ยงความทุกข์ เป็นต้น

[คำถาม: อะไรคือเป้าหมายในชีวิตของท่าน]

          ความสุขของมนุษย์แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ สุขกายอย่างหนึ่ง สุขใจอย่างหนึ่ง สุขกายก็คือ ความสบายกาย ที่มีโอกาสและเวลาออกแรงน้อยที่สุด มีบุคคลอื่น สิ่งอื่น อุปกรณ์อื่น ช่วยผ่อนแรง ให้เกิดความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต ความสุขกายจึงวัดได้จาก การมีคนอื่นคอยปรนนิบัติรับใช้ ทำงานแทน คอยเฝ้าระวังดูแล มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น เครื่องผ่อนแรงสำหรับการทำงานบ้าน การทำครัว การทำความสะอาด การรักษาความปลอดภัย ในสังคมปัจจุบันจึงมีเครื่องมือต่างๆมากมาย เช่นตู้เย็น พัดลม โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องถูพื้น เตาไมโครเวฟ หม้อหุงข้าว เตาแก๊ส ฯลฯ เครื่องมือที่อำนวยความสะดวกนอกบ้าน เช่น ยานพาหนะ ทางบก ทางเรือ ทางอากาศ ระบบขนส่งที่ทันสมัย ระบบน้ำดื่มสะอาด ระบบไฟฟ้าเป็นต้น สังคมในปัจจุบันจึงเป็นสังคมที่แวดล้อมไปด้วยวัตถุที่มนุษย์ได้สรรสร้าง และประดิษฐ์ขึ้นมา จากการดัดแปลงและนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ประโยชน์จนทำให้สังคมปัจจุบันกลายเป็นสังคมวัตถุนิยมและบริโภคนิยม ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ทั้งในด้านบวก คือ ความสะดวกสบายนานาประการและในด้านลบ คือ ปัญหาจากการแข่งขัน - ชิงดีในด้านแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ และความทุกข์จากการแสวงหารายได้เพื่อให้ได้วัตถุมาบริโภคซึ่งเป็นผลต่อความสุขทางใจโดยตรง
          ความสุขทางใจเป็นสภาวะหนึ่งของความรู้สึก ขึ้นอยู่กับการทำงานของทวารที่ 6 คือ ใจ ในทางการแพทย์ ถือว่า ความเป็นสุข คือความรู้สึกดีที่รับรู้ด้วยปฏิกิริยาในซีกซ้ายของสมองด้านหลังหน้าผาก ส่วนความไม่เป็นสุข ได้แก่ความรู้สึกที่เป็นความซึมเศร้าจากการที่สมองซีกซ้ายไม่ทำงาน ความสุขทางใจจะส่งผลต่อร่างกาย คือ ทำให้สุขภาพดีขึ้น มีอายุยืน มีการแสดงออกคือการพูดและการกระทำที่เป็นที่พอใจของสังคม ความสุขสูงสุดที่มนุษย์แสวงหาก็คือความสุขทางกายและทางใจ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ยากในการที่จะได้ทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน จะเห็นได้จากสภาพสังคมปัจจุบัน ที่มนุษย์สามารถสร้างรายได้ สร้างชีวิตครอบครัวด้วยเครื่องบำรุงบำเรอความสะดวกสบายต่างๆมีสิ่งแวดล้อมชุมชนที่ทันสมัย สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายและรวดเร็ว แต่มนุษย์ในปัจจุบันก็ไม่ได้มีความสุขทางใจที่ควรจะเป็นริชาร์คเลยาร์ค ได้แสดงแผนภูมิของความสุขในอุดมคติ กับความสุขในความเป็นจริงของสังคมปัจจุบันว่า มีลักษณะที่ไม่ตรงกัน ในหนังสือของเขาเรื่อง Happiness: Lessons from a New Science (แปลโดย รักดี โชติจินดาและเจริญเกียรติ ธนสุขถาวร) ไว้ดังนี้

โลกในอุดมคติ

ความเป็นจริง

[คำถาม: ท่านเข้าใจความหมายของแผนผังนี้ว่าอย่างไร]

ปัจจัยที่มีผลต่อความสุข
ในทางจิตวิทยา ได้อธิบายถึงปัจจัยที่มีผลต่อความสุขของมนุษย์ว่ามีโดยสรุป 7 อย่างด้วยกันคือ
          1.  ความสัมพันธ์ในครอบครัว หากสมาชิกในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวขยาย
 (extended family ) หรือครอบครัวเดี่ยว (single family ) มีความใกล้ชิด และเข้าใจกัน อยู่ด้วยกันโดยไม่มีความขัดแย้ง จะทำให้เกิดความสุข
          2. สถานการณ์ทางด้านการเงิน หากบุคคลใดสามารถบริหารจัดการเงินของตนเองได้ (make the both ends meet ) โดยไม่มีภาระหนี้สิน มีเงินเก็บสะสมไว้ใช้จ่ายในคราวจำเป็น จะทำให้เกิดความสุข
          3. การงาน ผู้ที่มีอาชีพมั่นคง เป็นหลักประกันชีวิต ทำงานมีความก้าวหน้าในที่ทำงานเห็นความสามารถและสมรรถนะ จะทำให้เกิดความสุขมากกว่าผู้ที่ทำงานล่วงเวลา (Part time) ผู้ที่เป็นลูกจ้างชั่วคราว ฯลฯ
          4. สังคมและเพื่อนฝูง ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ ทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตตามลำพังได้ แต่เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมคนที่เข้าสังคมมีเพื่อนฝูง
 มีเวลาพบปะคนอื่นได้สนทนา และทำกิจกรรมร่วมกันจึงมีความสุขมากกว่า
          5. สุขภาพ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ จะเป็นผู้มีความสุข
          6. เสรีภาพส่วนบุคคล หากสมาชิกในสังคมที่อยู่ในระบอบหรือระบบการปกครองที่ให้อิสระพอสมควร ไม่ถูกกดขี่ ไม่ถูกบังคับด้วยกฎเกณฑ์และระเบียบที่ออกมาเพื่อจับผิด จะดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข
          7. ค่านิยมส่วนบุคคล ผู้ที่มีจิตสาธารณะ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน มีการให้คนอื่นด้วยความเมตตา และมีการทำงานด้วยความรัก ความพอใจ จะเป็นคนที่มีความสุข

[คำถาม: อะไรคือความสุขของท่าน]

การวางแผนชีวิต
          เมื่อแต่ละคนได้วางเป้าหมายของชีวิตของแต่ละคนไว้แล้วสิ่งที่จะต้องคำนึงถึงก็คือ เป้าหมายของชีวิตที่กำหนดขึ้นจะต้องสอดคล้องกับความสามารถและลักษณะของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว ลักษณะสำคัญของธรรมชาติมนุษย์ที่มีเหมือนๆ กันก็คือ มนุษย์จะมีลักษณะของธรรมชาติที่ตรงกัน 4 ประการคือ
          1. ลักษณะของความไม่เท่าเทียม การที่รัฐบาลหรือนักคิด เช่นเศรษฐศาสตร์จะมีความพยายามที่
จะทำให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ทั้งในด้านสถานะทางเศรษฐกิจสังคม จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นแต่ละบุคคลเมื่อไม่มีความเท่าเทียมกันจะต้องมาพิจารณาดูความเป็นไปได้ก่อนกำหนดเป้าหมายชีวิตของตน ซึ่งจะไม่สามารถลอกเลียนหรือเอาอย่างใครได้ แต่ก็อาจจะคิดวางเป้าหมายชีวิตที่เหมือนกันได้ซึ่งความแตกต่างจะอยู่ที่ระดับและวิธีการ
          2. ผลกระทบภายนอก เป็นลักษณะที่มนุษย์จะได้รับผลกระทบจากผู้อื่น นอกเหนือจากความรู้สึก
ที่เกิดขึ้นภายในตัวของแต่ละบุคคล เนื่องจากมนุษย์จะต้องอยู่ในสังคม ในการวางแผนชีวิตจึงต้องมีความระวังในจุดนี้ เพราะอาจจะทำให้บั่นทอนความสุข หากผลกระทบภายนอกมีอิทธิพลมากเกินไป
          3. คุณค่าหรือรสนิยม ที่มนุษย์จะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละกลุ่มเผ่าพันธุ์ ในแต่ละ
สังคม และเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงตลอด
          4. การเกลียดความสูญเสีย มนุษย์จะเกลียดการสูญเสียมากกว่า การได้มาการวางแผนชีวิตเพื่อ
ความสุข ควรจะคำนึงถึงความยั่งยืน มากกว่าการชดเชยหรือการเพิ่มการได้มา ที่เป็นนโยบายปฏิบัติของผู้ปกครองในสังคมหนึ่งๆ
          5. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากมนุษย์ส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจในการวางแผน ไม่ว่าใน
การครองชีวิตหรือการทำงาน ทำให้โอกาสในการดำเนินชีวิตผิดพลาดและอาจทำให้พฤติกรรมต่างๆเปลี่ยนแปลง

[คำถาม : ท่านคิดว่าลักษณะของธรรมชาติมนุษย์ที่กล่าวมาแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่นอกเหนือจาก 5 ประเด็นข้างต้น]

          เมื่อได้ศึกษาถึงลักษณะธรรมชาติของมนุษย์โดยทั่วไปแล้ว ในการวางแผนชีวิตจึงจะประกอบด้วยกระบวนการของการคิด ที่แสดงออกมาในรูปของการกระทำ ที่เป็นการกระทำทางกาย และการกระทำทางวาจา การคิดที่จะส่งผลให้การวางแผนชีวิตมีคุณค่าและนำไปสู่ความสุขนั้นอาจจะเป็นความคิด ดังต่อไปนี้
          1. เป็นความคิดถึงความยุติธรรมสำหรับตนเองและผู้อื่น
          2. เป็นความคิดที่มุ่งสร้างความร่วมมือ
          3. เป็นความคิดที่มุ่งสร้างชื่อเสียงให้เกิดขึ้นกับตัวเองและสังคม
          4. เป็นความคิดที่มุ่งเน้นในการรักษาสัญญาต่อตนเองและผู้อื่นในเรื่องต่างๆที่ได้ตั้งใจไว้

          การกระทำที่เป็นการแสดงออกทางกายและทางวาจา ที่ส่งผลต่อการมีความสุขควรคำนึงถึงหลักปฏิบัติดังนี้ (ธรรมนูญชีวิต – พระพรหมคุณากรณ์)
          1.  กระทำต่อกันด้วยความเมตตา ร่วมกิจกรรมด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน
          2. พูดต่อกันด้วยเมตตา ด้วยถ้อยคำที่เป็นประโยชน์
          3. ติดต่อกันด้วยเมตตาในแง่ดี
          4. ได้มาแบ่งกันกินกันใช้ แม้จะมีเล็กน้อย แต่ก็ได้มาด้วยความชอบธรรม
          5. ประพฤติดีให้เหมือนเขา รักษาระเบียบวินัยของส่วนรวม
          6. ปรับความเห็นเข้ากันได้ โดยยึดหลักความดีงาม

          ในการกระทำเพื่อให้ได้บรรลุถึงหลักการดังกล่าว การฝึกฝนหรือการฝึกทักษะให้คิดหรือกระทำได้ อย่างที่ต้องการ จะมีหลากหลายวิธี อย่างไรก็ตาม การฝึกทักษะของการมีความสุขที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปก็คือ การฝึกสมาธิ ซึ่งหมายถึงการกำหนดสติรับรู้ต่อ การกระทำและความรู้สึก และการแผ่เมตตา คือการให้อภัย
ความสำเร็จแห่งชีวิต
          เมื่อได้มีการวางแผนชีวิต ซึ่งจะครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การคิด การลงมือปฏิบัติที่
ควรจะได้กำหนดเป็นแผนที่ปฏิบัติได้จริงแล้ว ผลของการปฏิบัตินั้นก็จะมีอิทธิพลต่อความสำเร็จแห่งชีวิตหากการปฏิบัตินั้นเป็นการปฏิบัติที่เกิดจากความคิดเชิงบวก และการกระทำทางกายหรือทางวาจาที่เป็นเชิงบวกด้วยความสำเร็จแห่งชีวิตนั้น จะปรากฏออกมาได้ใน 2 ลักษณะคือ 
          1. ความสำเร็จที่เป็นมูลค่า ได้เกิดความสำเร็จที่เกิดจาก
                    1.1 การสำเร็จการศึกษา ในระดับที่เหนือกว่าผู้อื่น
                    1.2 การทำงานที่มีรายได้ และผลตอบแทนสูงกว่าผู้อื่น
                    1.3 การปรากฏตัวในสังคม ในฐานะผู้นำและเป็นผู้ที่สังคมยกย่อง
                    1.4 สถานภาพทางครอบครัวมั่นคง สถานภาพทางการเงินมั่นคง มีสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านที่ดิน ทรัพย์สินเงินทอง
          2. ความสำเร็จที่เป็นคุณค่า
                    2.1 มีความสุขที่เกิดจากการไห้
                    2.2 มีจิตสาธารณะ อาสา และบริการผู้อื่นและสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทน
                    2.3 ทำตัวเป็นกัลยาณมิตรกับทุกคน
                    2.4 ปรับตัวได้กับสถานการณ์เชิงลบ
                    2.5 เบิกบานใจทุกครั้งที่ได้รับมอบหมายหน้าที่
                    2.6 ความเข้าใจในสภาพการณ์และสภาวการณ์ของสรรพสิ่ง

          จะเห็นได้ว่าเครื่องมือหรือกลไกของการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความสำเร็จแห่งชีวิตมีหลายรูปแบบ และหลายอย่างด้วยกัน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือหลักธรรมที่เป็นไปตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนไว้ คือ คุณเครื่อง ให้ถึงความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย ที่เรียกว่า อิทธิบาท 4 (Basis for success) ซึ่งความหมายจะศึกษาได้จากคำอธิบายของพระราชวรมุนี ได้ดังนี้
          1. ความพอใจ คือความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป (ฉันทะ-will)
          2. ความเพียร ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็งอดทนเอาธุระไม่ท้อถอย (วิริยะ-effort) 
          3. การตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป (จิตตะ-thoughtfulness (หรือการเพ่งในการประกอบกิจกรรมนั้นๆ อย่างแน่วแน่ ผู้เขียน)
          4. การหมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจตราหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในการทำสิ่งนั้น มีการวางแผน การวัดผล การคิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุงเป็นต้น (วิมังสา-investigation (หรือการสำรวจ ติดตามด้วยการใช้เหตุผลในการประกอบกิจกรรม ให้ลุล่วง-ผู้เขียน))
          ดังนั้นด้วยการคิด การยึดหลักการหรือหลักธรรม และการลงมือปฏิบัติตามหลักยึดนั้น จะทำให้ความสำเร็จแห่งชีวิตเกิดขึ้นได้กับทุกคนอย่างแท้จริง

[ คำถาม: ท่านคิดว่าความสำเร็จที่เป็นมูลค่าหรือคุณค่าอะไรมีความสำคัญกว่ากัน ]
[คำถาม จากปรัชญาชีวิต ที่คาลิล ยิบราน (ระวี ภาวิไล-ถอดความ) สอนไว้ ดังคำให้ในข้อความข้างล่างนี้ ท่านคิดว่า ในแต่ละข้อมีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด]

          1. ความรักไม่ให้สิ่งอื่นใด นอกจากตนเอง และก็ไม่รับเอาสิ่งใด นอกจากตนเอง ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ยอมถูกครอบครอง เพราะความรักนั้นพอเพียงแล้วสำหรับตอบความรัก
          2. เมื่อถูกร้องขอ ก็เป็นการดีที่จะบริจาค แต่ที่ดีกว่านั้นก็คือ ให้ไปทั้งๆที่ไม่ถูกขอโดยความเข้าอกเข้าใจกัน
          3. และในการประกอบการงานนั้น ก็คือการที่เธอรักชีวิตอย่างแท้จริง และการรักชิวิตโดยทางการงานนั้น ก็คือการเข้าถึง ความลับอันล้ำลึกที่สุดของชีวิต

หนังสืออ้างอิง
1.  คาลิล ยิบราน ปรัชญาชีวิต, (ระวี ภาวิไล/ถอดความ)
2. พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรม
3. พระพรหมคุณากรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ธรรมนูญชีวิต
4. ริชาร์ค เลยาร์ค (เขียน), รักดี โชติจินดา และเจริญเกียรติ ชนสุขถาวร (แปล),ความสุข
5. http://www.pridiistitute.com/
6. Wikipedia, the free dictionary
7. Webster seventh New College Dictionary , 1963
8. พระราชวรมุนี (ประยุทธิ ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม

บรรณาธิการ : Webmaster
[แสดงความคิดเห็น] [จำนวนความคิดเห็น 33 ข้อความ]
 
 
Online จำนวน : 2 คน
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
 
สงวนลิขสิทธิ์ © ตามกฎหมาย, พัฒนาโดย สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร