วันที่ 27 มกราคม 2553 จำนวนผู้อ่าน 25959 คน
  จิตสาธารณะ

          หลายคนคงจะได้ยินและรับชมข่าวแผ่นดินไหวที่เกาะไอติ / เฮติ (Haiti) เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๓ ที่สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินผู้คนเป็นจำนวนมาก คำถามก็คือ ท่านจะคิดหรือทำอย่างไรต่อเหตุการณ์นี้
          - รับชมข่าวและรู้สึกสะเทือนใจกับการสูญเสีย
          - ขอบคุณเทวดาฟังดินที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้น
          - อยากส่งเงินไปช่วยเหลือด่วน
          - แจ้งข่าวให้ผู้บริหารประเทศทำอะไรสักอย่าง
          ฯลฯ

          สภาพการณ์ของโลกในปัจจุบัน ต้องเผชิญกับภาวะโลกร้อน (Global warming) ซึ่งสาเหตุเกิดจากการทำลายทรัพยากร ธรรมชาติ การเพิ่มความร้อนให้กับหลังคาโลกดัวยกันเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตทางอุตสาหกรรม การเผาผลาญพลังงานเชื้อเพลิง คำถามก็คือ ท่าจะคิดหรือทำอย่างไรต่อเหตุการณ์นี้
          - เราทนร้อนกันมานานแล้ว ทนต่อไปก็ไม่เห็นจะเป็นไร
          - ยังไม่มีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้น จะวิตกทุกข์ร้อนไปทำไม
          - คิดอยากจะให้โลกหยุดทำร้ายโลกเสียที
          - จะดำเนินชีวิตให้เกิดมลภาวะที่เป็นพิษน้อยที่สุด
          ฯลฯ

          ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ของโลกปัจจุบัน ทำให้มีการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจสูงทุกประเทศระดมการลงทุนการค้าหรือการดำเนินธุรกิจข้ามชาติ เกิดภาวะเงินเฟ้อในบางพื้นที่ของโลกอยู่มากมาย คำถามก็คือ ท่าจะคิดหรือทำอย่างไรต่อเหตุการณ์นี้
          - เขียนบทความหรือหนังสือสักเล่มอธิบายถึงสาเหตุ สภาวะ และหนทางแก้ไขสภาวะเงินเฟ้อ
          - ต้องทำให้ประเทศเรามีภาวะเงินเฟ้อในอัตราที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย
          - ทำอะไรก็ได้ ที่ให้ประเทศรอดจากสภาวะเช่นนี้
          - ดีเหมือนกันจะได้อยู่ด้วยกันด้วยแนวคิดและสภาพการณ์ที่ไม่มีใครเหนือกว่าใคร
          ฯลฯ

          คำตอบต่างๆที่ปรากฏในข้อความข้างบนนี้ จะเป็นคำตอบที่บ่งบอกให้รู้ว่าผู้ตอบมีจิตสาธารณะหรือไม่ก่อนที่จะพิจารณาว่าคำตอบใดแสดงถึงความมีจิตสาธารณะ คำตอบใดไม่แสดงถึงความมีจิตสาธารณะ เราก็ควรจะได้มาพิจารณาถึงความหมายของคำว่าจิตสาธารณะให้ตรงกันเสียก่อน เพื่อจะได้คิดหาคำตอบที่เป็นไปในทางเดียวกัน

          นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงเวลาที่โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวสู่โลกของการปฏิวัติอุตสาหกรรม จนกระทั่งทุกวันนี้มนุษย์ได้มีความพยายามในการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์โดยการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เพื่อประดิษฐ์และสร้างเทคโนโลยีที่ปรากฏลักษณ์ออกมาเป็นนวัตกรรมต่างๆ ด้วยสมองที่สามารถสร้างวิทยาการต่างๆ เพื่อตอบคำถามให้กับสิ่งที่ยังไม่รู้และการแก้ปัญหาทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ด้วยการนำเอาผลผลิตจากธรรมชาติสิ่งแวดล้อมมาสร้างให้เป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกสบายให้กับการดำรงชีวิตนานาประการจนกระทั่งทุกวันนี้ ประชากรของสังคมโลกก็มีเทคโนโลยีทันสมัย ทำให้การสื่อสารการเดินทาง การสนองตอบความต้องการของปัจเจกและสังคม ร่นเวลา และมีประสิทธิภาพในระยะเวลาอันสั้น

          อย่างไรก็ตาม การดำเนินชิวิตของสมาชิกสังคมโลก ในศตวรรษที่ 21 นี้ ก็จะเห็นได้ว่าการผลิตเทคโนโลยี การสร้างสิ่งประดิษฐ์แค่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้แก้ปัญหาไปทุกอย่างจะเห็นได้จากปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นในรูปแบบที่ต่างๆ น่ากลัว ปัญหาทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงที่มุ่งการเข้ายึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจของกันและกันตลอดจน ปัญหาทางการเมืองที่แบ่งแยกการปกครองที่ยึดถามระบบระบายที่แตกต่างกันเหล่านี้เป็นต้น ทำให้แนวคิดที่สำคัญประการหนึ่ง ผุดขึ้นในกลุ่มมนุษยชาติก็คือ นอกเหนือจากการสร้างเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นความจำเป็นที่มนุษย์จะต้องสร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นคู่กันไป คือ การมีจิตสาธารณะ ให้เกิดขึ้นในใจของคนทั่วไป

          คำว่าจิตสาธารณะในภาษาไทย เป็นศัพท์ใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาทศวรรษที่ผ่านมา เป็นคำที่ใช้แปลจากภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Public consciousness/public mind/public minds/public serveice/service mind, ส่วนคำแปลในภาษาไทย นอกจากใช้ว่าจิตสาธารณะแล้ว มีคำที่ใช้ในความหมายเดียวกันคำอื่นๆคือ สำนักสาธารณะ/จิตสำนึกสาธารณะ/จิตบริการ/จิตอาสา/จิตสำนึกทางสังคม เป็นต้น

          ความหมายของจิตสาธารณะหรือ Public consciousness มีผู้ให้ความหมายหลากหลายกันไป โดยภาพรวมอาจสรุปความหมายของ จิตสาธารณะโดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้สนใจ ได้ดังนี้
          1.จิตสาธารณะคือ จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม (จิตสำนึก ในปทานุกรม ราชบัณฑิตสถาน 2538 ให้ความหมายไว้ว่า เป็นภาวะที่จิตตื่นและรู้สึกตัว สามารถตอบสนองสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือรูป รส กลิ่น เสียง และสิ่งสัมผัสได้ การกตระหนักรู้ และคำนึงถึงส่วนรวมร่วมกัน/การคำนึงถึงผู้อื่นที่ร่วมสัมพันธ์เป็นกลุ่มเดียวกัน
          2. จิตสาธารณะ คือจิตอาสา ที่แสดงออกมาในรูปของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจเพื่อส่วนรวม โดยการแสดงออกด้วยการอาสาไม่มีใครบังคับ
          3. จิตสาธารณะ คือ การสำนึกสาธารณะ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลตระหนักรู้และคำนึงถึงประโยชน์สุขของส่วนรวมและสังคม เห็นคุณค่าของการเอาใจใส่ดูแลรักษาสิ่งต่างๆที่เป็นของส่วนรวม
          4. จิตสาธารณะคือ จิตบริการที่เกี่ยวกับการคิดและการปฏิบัติในการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น เป็นการประพฤติปฏิบัติที่มุ่งความสุขของผู้อื่นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจดีและเจตนาดี
          5. จิตสาธารณะคือจิตสำนึกทางสังคมที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้อธิบายว่าเป็นการรู้จักเอาใจใส่เป็นธุระและเข้าร่วมในเรื่องของส่วนร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ มีความสำนึกและยึดมั่นในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม ละอายต่อสิ่งผิดเน้นความเรียบร้อย ประหยัด และมีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

          จากความหมายของจิตสาธารณะที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้เกิดประเด็นความคิดว่าแล้วเราจะประยุกต์ การสร้างจิตสาธารณะให้กับสังคมได้อย่างไร และสร้างแล้วสังคมจะได้อะไร จะเป็นอะไร และสาเหตุใดจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างจิตสาธารณะให้เกิดขึ้น ต่อประเด็นต่างๆเหล่านี้ สิ่งแรกที่เราจะต้องพิจารณาก็คือ ตรวจดูว่าสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยเฉพาะสังคมไทย มีสภาพการเป็นอย่างไรบ้างจึงจะต้องนำเอาจิตสาธารณะมาเกี่ยวข้อง ประเด็นต่างๆที่ควรหยิบยกมาพิจารณาถึงสภาพของสังคมปัจจุบันจะมีที่สำคัญๆอยู่ 3-4 ประเด็นด้วยกัน คือ
          1. สังคมปัจจุบัน เป็นสังคมแห่งบริโภคนิยม ซึ่งเน้นถึงความสำคัญของวัตถุเป็นหลัก ให้ความสำคัญแก่มูลค่ามากกว่าคุณค่า มุ่งการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อนำมาดัดแปลงเป็นเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกสบายให้แก่ตน เป็นสังคมที่ไหลไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ของความเป็นวัตถุนิยมเป็นสังคมที่เชื่อในลัทธิเอาอย่าง และการแข่งขันเพื่อสร้างปริมาณมากกว่าคุณภาพเป็นสังคมที่วัดกันที่ความมั่งคั่งแห่งการมีผลผลิตทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่เหนือกว่ากัน
          2. ในด้านสุขภาพ เป็นสังคมที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ทางการแพทย์ที่รุดหน้า ทำให้อัตราผู้สูงอายุมีจำนวนมากและในอนาคตจะเป็นชนกลุ่มใหญ่ของโลก ตัวอย่างในประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 2033 ประชากรผู้สูงอายุ 58 ปี ขึ้นไปจะเพิ่มขึ้น 23% เป็นต้น อย่างไรก็ตามถึงแม้การแพทย์จะเจริญก้าวหน้าแต่ก็ไม่สามารถจะรักษาโรคได้ทั้งหมด ทั้งโรคติดต่อ เช่น หวัดนก หวัด 2009 และโรคไม่ติดต่อเช่น มะเร็ง เป็นต้น จากข้อมูลอัตราการตายของประชากรโลก ในปี ค.ศ. 2009 มีอัตราการตาย 8.2 คนต่อ 1,000 คน ซึ่งอัตราการตายนอกจากจะเกิดจากโรคระบาดโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ยังเกิดจากภัยธรรมชาติต่างๆ เช่น แผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วม ฯลฯ
          3. สภาพแวดล้อมของสังคมในปัจจุบัน เป็นปัญหาใหญ่ของโลก ที่สำคัญคือเกิดมลพิษของระบบนิเวศ อันเนื่องมาจากการทำลายและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่ทดแทนได้เช่น ป่าไม้ หรือทดแทนไม่ได้ เช่น พลังงาน เป็นต้น ทำให้หลายพื้นที่ของโลกต้องประสบภัยแล้ง ไฟป่า ที่ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินสูญหายไปเป็นจำนวนมาก
          4. สังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารด้านการคมนาคม ด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ทำให้โลกมีความใกล้ชิด และไปมาหาสู่กันสะดวก ติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา ด้วยอาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่นำมาสร้าง/ประดิษฐ์ เป็นนวัตกรรมต่างๆ ที่อำนวยความสะดวก สบายให้กับการดำรงชีวิต แต่ก็ทำให้มนุษย์ต้องเร่งแรงกาย ในการเสาะแสวงหาวัตถุต่างๆเหล่านั้นมาบำรุงตน จนต้องยึดระบบเงินตราเป็นเครื่องวัดความเป็นอยู่ และไม่ว่าจะเป็นฐานะทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง

          จากสภาวการณ์ต่างๆที่ปรากฏในสังคมปัจจุบัน ทำให้มีผลต่อสภาพจิตใจของคนในสังคม จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ของสมาชิกสังคมโลกจะวนเวียนอยู่ในวงจรของสภาพจิตใจที่คล้ายคลึงกันในประเด็นต่างๆที่สำคัญคือ
          1. เป็นสังคมที่จิตใจของคนมีความทะเยอทะยานฟุ้งเฟ้อ ด้วยมุ่งแต่การแสวงหาวัตถุมาเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินชีวิต จึงเป็นจิตใจที่มุ่งทำลายธรรมชาติ มุ่งทำลายล้างซึ่งกันและกัน เพื่อเอาชนะแข่งขัน ทางเศรษฐกิจ การผลิตอาวุธสงครามที่ร้ายแรง จึงเป็นสินค้าที่แข่งขันกันในตลาดโลก
          2. จิตใจที่ติดยึดกับความเชื่อในประสิทธิภาพของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ จึงเป็นสังคมที่มุ่งแสวงหาความพยายามเอาชนะเวลาของธรรมชาติ มีความหลงในวัตถุที่เชื่อว่าจะทำให้อยู่นิรันดร ด้วยคติที่ว่าเงินตราจะบันดาลให้ทุกอย่าง
          3. สภาพจิตใจของสมาชิกในสังคมที่เต็มไปด้วย ความวิตกกังวล ความเครียดจากการบีบบังคับของสภาพแวดล้อม ที่เป็นผลจากการประยุกต์ระบบบริโภคนิยมให้กับการดำเนินชีวิต อัตราของคนป่วยเป็นโรคทางประสาทจึงมีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
          4. จิตใจของคนในสังคมปัจจุบัน มีความเป็นส่วนตัวสูง เนื่องจากการคิดยึดอยู่กับเทคโนโลยีขั้นสูง คือคอมพิวเตอร์ ด้วยความเชื่อว่าเป็นเครื่องมือในการดำชีวิตในทุกๆด้าน การใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ จึงถือว่าเป็นการวัดความสามารถเพราะไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ มีความเป็นโลกส่วนตัวสูง และมุ่งแข่งขันในด้านวัตถุมากกว่าการสร้างคุณภาพให้แก่ชีวิต

          จากสภาพจิตใจของคนในสังคมปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆทั้งด้านคุณและโทษอยู่หลายประการด้วยกัน ผลกระทบที่เกิดจากการทำให้เกิดเป็นสภาพสังคมทั้งทางกายภาพและทางจิตใจของคน อาจจะสรุปให้เห็นประเด็นต่างๆของผลกระทบดังนี้คือ
          1. การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ เนื่องจากมีการนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของการแปรรูปและการเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างกว้างของ สำหรับการนำไปสร้างนวัตกรรม ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากการขาดแคลนดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเนื่อง คือ เกิดการแก่งแย่งชิงดีทรัพยากร เกิดปัญหาอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆทั้งภายในพื้นที่และข้ามพื้นที่เพื่อแย่งชิงทรัพยากร
          2. การเปลี่ยนแปลงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ที่มีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น อัตราการเกิดลดและตายของวัยทารกมีสูง ทำให้ส่งผลถึงปัญหาการลดประชากรวัยทำงานวัยเจริญพันธุ์ และจะส่งผลถึงการสูญพันธ์ของมนุษย์ในที่สุด
          3. ความเป็นอัตลักษณ์ถดถอย เนื่องจากความยินดีในกระแสโลกาภิวัตน์สูง การดำรงชีวิตที่อยู่บนพื้นฐานของปัจจัย 4 และความเป็นตัวตน ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์หมดไป เช่นความพยายามในการกำหนดภาษากลางๆ กำหนดค่าของเงินกลาง ฯลฯ
          4. สถาบันในสังคมอ่อนแอ จากการเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมเทคโนโลยีขั้นสูงที่คนต้องมุ่งแสวงหาเครื่องมือมาบำรุงคนและดำรงสถานะในสังคมจากการวัดตรงวัตถุ ทำให้สถาบันครอบครัว สถาบันชุมชน สถาบันการเมือง และประเทศอ่อนแอ
          5. การอพยพย้ายถิ่น ลัทธิข้ามชาตินิยม ทั้งในด้านการแต่งงาน การดำเนินธุรกิจ เป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบ ต่อการกำหนดลักษณะของสังคม ทั้งนี้เนื่องด้วยอิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ และการแลกเปลี่ยนประชากร เป็นที่นิยม บางพื้นที่ของโลก จึงกลายเป็นที่รองรับเทคโนโลยีที่ตกรุ่น และประชากรที่บางประเทศต้องการส่งให้ไปอยู่ถิ่นอื่นเป็นต้น

          จากผลกระทบเหล่านี้ จะเห็นได้ว่ามีผลกระทบทั้งทางดีและไม่ดีและอาจจะเรียกได้ว่า ผลกระทบเป็นปัญหามากกว่าเป็นการพัฒนา ดังนั้นจึงเป็นภาระของสมาชิกในสังคม ที่จะต้องช่วยกันหาทางแก้ไข ที่สำคัญที่สุดก็คือจะต้องช่วยกันสร้างความมีจิตสาธารณะให้เกิดขึ้น ในใจของทุกคน จึงจะทำให้มีผลต่อการหาหนทางแก้ไขปัญหาได้ จิตสาธารณะเป็นการทำงานของจิตที่ปรากฏรูปออกมาเป็นความคิด ซึ่งจะส่งผลให้มีการแสดงออก 2 ทาง คือ ทางวาจาและทางพฤติกรรม หากจะสรุปให้เห็นเป็นแผนผัง ก็จะแสดงได้ดังนี้

สำหรับแนวทางและกลไกที่ใช้ในการสร้างจิตสาธารณะ อาจจะสรุปได้เป็น 3 กระบวนการดังนี้
          1. การสร้างความคิดเชิงบวก หมายถึงการสร้างตนให้คิดที่มุ่งประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่ามุ่งประโยชน์ส่วนตน (Utilization VS individualization) ซึ่งปัจจัยที่จะก่อให้เกิดความถึงพร้อม (สัมนา) แห่งทิฏฐิ ในทางพุทธศาสนา
จะประกอบด้วยปัจจัย 2 ประการคือ 
                    1.1 การเรียนรู้จากแหล่งอื่น (ปรโตโฆสะ = learning from others) ได้แก่ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอนเล่าเรียน หาความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากผู้เป็นกัลยาณมิตร 
                    1.2 การคิดโดยการใช้เหตุผล (โยนิโสมนสิการ = reasoned attention) ได้แก่ การใช้ความคิดถูกวิธี การรู้จักคิดโดยมองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะออกให้เห็นตามสภาวะและความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย
          โดยสรุปความคิดเชิงบวก คือ ความคิดสร้างสรรค์เชื่อมโยงเหตุและผล ความคิดเชิงวิเคราะห์ แยกแยะที่สัมพันธ์สิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน
          2.  การยึดหลักธรรม/คุณธรรมความดี เป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิต โดยอาจจะคำนึงถึงกลไกและกระบวนการของหลักแห่งความดีงามดังนี้
                    2.1 หลักแห่งความพอเพียง ซึ่งจะเห็นได้จากการรู้จักจัดสรรทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความสุจริต โดยการแบ่งออกเป็น 4 ส่วน (โภคทรัพย์ 4) คือ แบ่ง 1 ส่วนไว้เลี้ยงตน แบ่งสองส่วนไว้ประกอบหน้าที่การงาน และแบ่ง 1 ส่วนสำหรับเก็บออม
                    2.2 หลักแห่งการสงเคราะห์ ได้แก่ การสงเคราะห์ด้วยการให้ที่แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ การให้สิ่งของ จะเป็นทรัพย์หรือวัสดุก็ได้ กับการให้ความรู้สั่งสอน (ธรรมทาน) การสงเคราะห์ที่เป็นการใช้ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์ ประกอบด้วยเหตุผลที่ทำให้ผู้ฟังเกิดความนิยมยินดี (ปิยวาจา) โดยสรุปก็คือ การสงเคราะห์ช่วยเหลือที่เป็นการให้ด้วยพฤติกรรม และการให้ด้วยวาจาที่อ่อนหวาน ก่อให้เกิดความซาบซึ้งใจของผู้ฟัง จึงเป็นการสงเคราะห์ที่จะต้องปฏิบัติด้วยความเมตตา คือ ความหวังดีโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ 
                    2.3 หลักแห่งการประพฤติ การกระทำที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ความช่วยเหลือที่มอบให้ผู้อื่นด้วยความเต็มใจในการประกอบกิจการงานต่างๆ การบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดถึง ช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรมแก่ผู้อื่น 
                    2.4 หลักแห่งการสงเคราะห์และทำคุณประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่มุ่งหวังเอาผลประโยชน์เข้าสู่ตนเอง เป็นการสร้างจิตสาธารณที่ช่วยเหลือ และทำตนเป็นประโยชน์ โดยการมีส่วนร่วมในกิจการต่างๆ ของส่วนรวม ด้วยการพิจารณาความเหมาะสมของกาลเทศะ และฐานะของตนเอง
                    2.5 หลักแห่งความเอื้ออาทร เพื่อสร้างจิตสาธารณะ ให้มีความเอื้อเฟื้อต่อบุคคลแวดล้อมและสิ่งแวดล้อม โดยการแสดงออกความเป็นกัลยาณมิตร ที่เป็นผู้ชี้ช่องทางประโยชน์ แนะนำให้ส่วนรวมดำเนินไปบนแนวทางประโยชน์ แนะนำให้ส่วนรวมดำเนินไปบนแนวทางของจริยธรรม เรียงลำดับความสำคัญของผู้รับความเอื้ออาทร ซึ่งอาจจะเป็น 
          1. เอื้ออาทรด้วยการบูชา บำรุงให้มีความสุข คือ การเอื้ออาทรต่อบิดามารดา
          2. เอื้ออาทรด้วยการประพฤติตนเป็นเจ้าบ้านปกป้องคุ้มครอง ดูแล คือ การเอื้ออาทรต่อบุตร ภรรยา และคนในปกครอง
          3. เอื้ออาทรด้วยการแสดงความเคารพคารวะ คือ การเอื้ออาทรโดยเคารพต่อผู้ทำหน้าที่สั่งสอน ชี้แนะประโยชน์ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ
          3. การประกอบกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในการแสดงออกถึงความมีจิตสาธารณะ เช่น การเข้าร่วมอาสาทำกิจกรรมของส่วนรวม ที่เป็นการสร้างสรรค์ เช่น ปลูกป่า รณรงค์การจับจ่ายใช้สอยอย่างประหยัด การรีไซเคิลของที่ใช้แล้ว การสร้างโลกสีเขียว การใช้จักรยานแทนยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง ฯลฯ

          จากการสร้างจิตสาธารณะให้เกิดขึ้น หากทำได้ในสังคมส่วนใหญ่ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นนั้น นับว่ามีประโยชน์อย่างมากที่ส่งผลต่อ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากร สามารถทำให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างเข้าใจกัน มีความสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน จะมีแต่การก่อให้เกิดความปรารถนาดีต่อกัน อันจะส่งผลให้ช่วยเหลือกันให้กิจการก้าวหน้า และท้ายสุดจะส่งผลให้โลกทั้งโลกมีความสงบสุข

บรรณานุกรม
พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณากรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต).
http://edu.e-tech.ac.th/
http://gmeities.com/
http://publicminds.org.au/

บรรณาธิการ : Webmaster
[แสดงความคิดเห็น] [จำนวนความคิดเห็น 0 ข้อความ]
 
 
Online จำนวน : 2 คน
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
 
สงวนลิขสิทธิ์ © ตามกฎหมาย, พัฒนาโดย สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร